ตอนที่สอง ศีลกำลัง

ตอนที่สอง

ศีลกำลัง

 

1285    ศีลกำลัง พร้อมกับศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท รวมเป็นชุด “ศีลของกระบวนการรับเข้าเป็นคริสตชน” ที่เราต้องรักษาเอกภาพไว้ ดังนั้น จึงต้องอธิบายให้บรรดาผู้มีความเชื่อเข้าใจว่าการรับศีลนี้จำเป็นเพื่อความสมบูรณ์ของพระหรรษทานของศีลล้างบาป[90] ผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้ว “โดยอาศัยศีลกำลัง มีความสัมพันธ์สมบูรณ์ยิ่งขึ้นกับพระศาสนจักร รับพลังพิเศษของพระจิตเจ้า และดังนี้จึงมีพันธะยิ่งขึ้นที่จะปกป้องความเชื่อในฐานะพยานแท้จริงของพระคริสตเจ้า พร้อมทั้งเผยแผ่ความเชื่อนี้ทั้งด้วยวาจาและกิจการ”[91]

 

[90] Cf Ordo Confirmationis, Praenotanda 1 (Typis Polyglottis Vaticanis 1973) p. 16.

[91]  Concilium Vaticanum II, Const. dogm. Lumen gentium, 11: AAS 57 (1965) 15; cf Ordo Confirmationis, Praenotanda 2 (Typis Polyglottis
Vaticanis 1973) p. 16.

I.  ศีลกำลังในแผนการความรอดพ้น

I.  ศีลกำลังในแผนการความรอดพ้น

 1286   ในพันธสัญญาเดิม บรรดาประกาศกประกาศว่าทุกคนรอคอยให้พระจิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาประทับเหนือพระเมสสิยาห์[92] เพื่อประกอบพระพันธกิจในการนำความรอดพ้นของพระองค์[93] การเสด็จลงมาของพระจิตเจ้าเหนือพระเยซูเจ้าเมื่อทรงรับพิธีล้างจากท่านยอห์นเป็นเครื่องหมายแสดงว่าพระองค์ (พระเยซูเจ้า) คือผู้ที่จะต้องเสด็จมา พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า[94] พระเยซูเจ้าทรงปฏิสนธิเดชะพระจิตเจ้า พระชนมชีพและพระพันธกิจทั้งหมดของพระองค์ดำเนินไปในความสัมพันธ์ร่วมกับพระจิตเจ้าที่พระบิดา “ประทานให้อย่างไม่จำกัด” (ยน 3:34)

 1287   ความสมบูรณ์ของพระจิตเจ้าเช่นนี้ต้องไม่คงอยู่เพียงกับพระเมสสิยาห์เท่านั้น แต่ต้องแบ่งปันกับประชากรทั้งหมดของพระเมสสิยาห์ด้วย[95] พระคริสตเจ้าทรงสัญญาถึงการหลั่งของพระจิตเจ้านี้หลายครั้ง[96] และทรงทำให้พระสัญญานี้สำเร็จเป็นครั้งแรกในวันปัสกา[97] หลังจากนั้นในวันเปนเตกอสเต[98]ด้วยวิธีการที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น บรรดาอัครสาวกซึ่งได้รับพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมเริ่มประกาศ “กิจการยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (กจ 2:11) และเปโตรก็ประกาศว่าการหลั่งพระจิตเจ้าลงมานี้เป็นเครื่องหมายของเวลาของพระเมสสิยาห์[99] ผู้ที่ขณะนั้นมีความเชื่อต่อการประกาศเทศน์สอนของบรรดาอัครสาวกรับศีลล้างบาป ก็ได้รับพระพรของพระจิตเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน[100]

 1288   “ตั้งแต่เวลานั้น บรรดาอัครสาวกก็ได้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระคริสตเจ้า ประทานพระพรของพระจิตเจ้า ซึ่งทำให้พระหรรษทานของศีลล้างบาปเต็มบริบูรณ์ โดยการปกมือแก่ผู้ที่เพิ่งรับศีลล้างบาป[101] ดังนั้น ในจดหมายถึงชาวฮีบรู คำสอนเรื่องศีลล้างบาปและการปกมือจึงถูกจัดไว้ในเรื่องแรกๆ ของการสั่งสอนคริสตศาสนา[102] จึงถูกต้องแล้วที่การปกมือเป็นที่ยอมรับจากธรรมประเพณีคาทอลิกว่าเป็นจุดเริ่มของศีลกำลัง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้พระหรรษทานของวันเปนเตกอสเตคงอยู่ในพระศาสนจักรตลอดไป”[103]

 1289   ต่อมาก็ได้เพิ่มการเจิมน้ำมันหอม (น้ำมันคริสมา) เข้ากับการปกมือ การเจิมนี้เป็นการย้ำนาม “คริสตชน” เพราะหมายถึง “ผู้รับเจิม” เพราะพระนาม “พระคริสต์” (หรือ “Christos”) ก็มาจากคำ “เจิม” นี้เอง “พระเจ้าทรงเจิมพระเยซูเจ้า...ด้วยพระอานุภาพเดชะพระจิตเจ้า” (กจ 10:38)พิธีเจิมนี้ยังคงมีอยู่จนถึงสมัยของเราทั้งในพระศาสนจักรตะวันออกและตะวันตก เพราะเหตุนี้ ในพระศาสนจักรตะวันออก ศีลนี้จึงเรียกว่า “Chrismatio” หรือ “การเจิมน้ำมันคริสมา” หรือยังเรียกอีกว่า “myron” ซึ่งก็หมายถึง “น้ำมันคริสมา” นั่นเอง ในพระศาสนจักรตะวันตก คำว่า “Confirmation” (= การทำให้มั่นคง การรับรอง) ชวนให้คิดว่าศีลนี้รับรองและทำให้พระหรรษทานของศีลล้างบาปมีความมั่นคง

 

ธรรมประเพณีสองสาย ของพระศาสนจักรตะวันออกและตะวันตก

 1290   ในศตวรรษแรกๆ ตามปกติศีลกำลังมักประกอบเป็นพิธีเดียวกันกับศีลล้างบาป รวมเป็น “ศีลทั้งสอง” ตามสำนวนของนักบุญไซเปรียน[104] ในบรรดาเหตุผลต่างๆ เช่นการประกอบพิธีศีลล้างบาปทารกมีมากขึ้น และการประกอบพิธีศีลล้างบาปทำในเวลาใดก็ได้ตลอดปี การเพิ่มจำนวนเขตวัดตามชนบท สังฆมณฑลมีอาณาเขตใหญ่ขึ้น ทำให้พระสังฆราชไม่อาจไปอยู่ในการประกอบพิธีศีลล้างบาปได้ทุกครั้งอีกต่อไป ในพระศาสนจักรตะวันตก เพราะความต้องการที่จะสงวนการทำให้ศีลล้างบาปสมบูรณ์ไว้สำหรับพระสังฆราช จึงจัดให้มีการแยกเวลาประกอบสองศีลนี้ออกจากกัน พระศาสนจักรตะวันออกยังคงรักษาศีลทั้งสองนี้รวมกันไว้โดยให้พระสงฆ์ที่ประกอบพิธีศีลล้างบาปประกอบพิธีศีลกำลังด้วย ถึงกระนั้น เขาไม่อาจทำเช่นนี้ได้ถ้าไม่ใช้ myron ที่พระสังฆราชได้เสกไว้ก่อน[105]

 1291   ธรรมเนียมหนึ่งของพระศาสนจักรโรมันทำให้การปฏิบัติแบบตะวันตกพัฒนาได้มากขึ้น คือการเจิมน้ำมันคริสมาสองครั้งหลังการรับศีลล้างบาป คือการเจิมผู้เพิ่งรับศีลล้างบาปโดยพระสงฆ์เมื่อเขาออกมาจากอ่างล้างบาป แล้วทำให้สมบูรณ์ด้วยการเจิมครั้งที่สองโดยพระสังฆราชที่หน้าผากของผู้เพิ่งรับศีลล้างบาปแต่ละคน[106]

 1292 แนวปฏิบัติของพระศาสนจักรตะวันออกแสดงออกอย่างชัดเจนกว่าถึงเอกภาพของกระบวนการรับคริสตชนใหม่ ส่วนแนวปฏิบัติของพระศาสนจักรละตินแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนกว่าถึงสัมพันธภาพของคริสตชนใหม่กับพระสังฆราชของตน ในฐานะประกันและผู้รับใช้เอกภาพ สากลภาพ และการสืบเนื่องจากบรรดาอัครสาวกของพระศาสนจักร และดังนี้จึงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้ากับจุดเริ่มต้นจากบรรดาอัครสาวกได้อย่างชัดเจน

 

[92] เทียบ อสย 11:2.                        

[93] เทียบ ลก 4:16-22; อสย 61:1.

[94] เทียบ มธ 3:13-17; ยน 1:33-34.

[95] เทียบ อสค 36:25-27;  ยอล 3:1-2.

[96] เทียบ ลก 12:12; ยน 3:5-8; 7:37-39; 16:7-15; กจ 1:8.

[97] เทียบ ยน 20:22.

[98] เทียบ กจ 2:1-4.

[99] เทียบ กจ 2:17-18.

[100] เทียบ กจ 2:38.                       

[101] เทียบ กจ 8:15-17; 19:5-6.           

[102] เทียบ ฮบ 6:2.

[103] Paulus VI, Const. ap. Divinae consortium naturae: AAS 63 (1971) 659.                       

[104] Cf Sanctus Cyprianus Carthaginiensis, Epistula 73, 21: CSEL 32, 795 (PL 3, 1169).         

[105] Cf CCEO canones 695, § 1. 696, § 1.                  

[106] Cf Sanctus Hippolytus Romanus, Traditio apostolica, 21: ed. B. Botte (Münster i.W. 1989) p. 50 et 52.       

II.   เครื่องหมายและจารีตพิธีของศีลกำลัง

II.   เครื่องหมายและจารีตพิธีของศีลกำลัง

 1293   ในจารีตพิธีของศีลนี้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเครื่องหมายการเจิม และความหมายที่การเจิมแสดงให้เห็นและประทับไว้ คือ ตราประทับของพระจิตเจ้า

           การเจิม มีความหมายหลายอย่างในสัญลักษณ์โบราณและของพระคัมภีร์ น้ำมันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์[106] และความยินดี[107] ชำระล้าง (การเจิมก่อนและหลังการอาบน้ำ) ทำให้คล่องแคล่ว (การชโลมตัวนักกีฬาและนักมวยปล้ำ) เป็นเครื่องหมายของการรักษาโรค เพราะบรรเทาความเจ็บปวดและรักษาบาดแผล[108] ทำให้มีความงดงาม สุขภาพ พลังและความแช่มชื่นแจ่มใส

 1294   ความหมายของการเจิมด้วยน้ำมันทั้งหมดนี้พบได้อีกในชีวิตศีลศักดิ์สิทธิ์ การใช้น้ำมันสำหรับ    คริสตชนสำรองเจิมก่อนศีลล้างบาปหมายถึงการชำระและการให้พลัง การเจิมคนไข้หมายถึงการรักษาโรคและความบรรเทา การเจิมด้วยน้ำมันคริสมาหลังศีลล้างบาป ในศีลกำลังและศีลบวชเป็นเครื่องหมายของการมอบถวายแด่พระเจ้า  โดยศีลกำลัง คริสตชน นั่นคือ “ผู้ได้รับเจิม”มีส่วนมากขึ้นในพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้าและในความสมบูรณ์ของพระจิตเจ้าที่เขาได้รับ เพื่อให้ชีวิตทั้งหมดของเขาขจายกลิ่นหอมของพระคริสตเจ้า[109]

 1295   โดยการเจิม ผู้รับศีลกำลังรับเครื่องหมาย หรือ ตราประทับ ของพระจิตเจ้า ตราประทับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของบุคคล[110]หมายถึงอำนาจ[111]และกรรมสิทธิ์ของเขาเหนือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง[112] - ด้วยวิธีนี้ ทหารมักถูกหมายตัวด้วยเครื่องหมายของแม่ทัพของตน รวมทั้งทาสด้วยเครื่องหมายของนายของตน – ตราประทับรับรองนิติกรรม[113] หรือเอกสาร[114] และบางครั้งทำให้สิ่งนี้เป็นความลับด้วย[115]

 1296   พระเยซูเจ้าเองทรงประกาศว่าพระองค์ทรงได้รับประทับตราของพระบิดา[116] คริสตชนก็ได้รับการประทับตราอย่างหนึ่งด้วย “ผู้ที่ทรงตั้งเราและท่านทั้งหลายในพระคริสตเจ้าและทรงเจิมเรานั้นคือพระเจ้า พระองค์ทรงประทับตราเราและประทานพระจิตเจ้าไว้ในดวงใจของเราเป็นเครื่องประกันด้วย” (2 คร 1:21-22)[117] ตราประทับของพระจิตเจ้านี้หมายถึงการเป็นกรรมสิทธิ์ของพระคริสตเจ้าโดยสิ้นเชิง หมายความว่าคนหนึ่งต้องรับใช้พระองค์ตลอดไป และยังเป็นคำสัญญาว่าพระเจ้าจะทรงปกป้องเขาในการพิพากษายิ่งใหญ่เมื่อสิ้นพิภพด้วย[118]

 

การประกอบพิธีศีลกำลัง

 1297   พิธีสำคัญที่ประกอบก่อนพิธีศีลกำลัง แต่ในด้านหนึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของศีลนี้ก็คือ พิธีเสกน้ำมันคริสมา วันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ ในมิสซาเสกน้ำมัน พระสังฆราชเสกน้ำมันคริสมาสำหรับทั้งสังฆมณฑล ในพระศาสนจักรจารีตตะวันออก การเสกนี้ยังสงวนไว้สำหรับพระสังฆบิดร

พิธีกรรมจารีตอันทิโอคกล่าวคำอัญเชิญพระจิตเจ้า (Epiclesis) ของการเสกน้ำมัน (ที่ภาษากรีกเรียกว่า “myron”) ว่าดังนี้ “[ข้าแต่พระบิดา (...) โปรดส่งพระจิตเจ้า] ลงมาเหนือข้าพเจ้าทั้งหลายและเหนือเครื่องหอมที่นำมาถวายนี้ และทรงบันดาลให้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อจะได้เป็น “myron” ศักดิ์สิทธิ์ “myron” สำหรับสมณะ เป็นเครื่องหอมของกษัตริย์ เป็นอาภรณ์รุ่งโรจน์ เป็นเสื้อคลุมบันดาลความรอดพ้น เป็นเครื่องป้องกันชีวิต เป็นของถวายฝ่ายจิต เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณและร่างกาย เป็นความยินดีของจิตใจ เป็นความสุขนิรันดร เป็นความยินดีไม่มีวันเสื่อมสลาย เป็นตราประทับที่ทำลายไม่ได้ เป็นโล่ความเชื่อ เป็นเกราะศีรษะน่าเกรงขามต่อต้านกิจการทุกอย่างของศัตรู”[119]

1298    ถ้าประกอบพิธีศีลกำลังแยกจากศีลล้างบาป ดังที่ปฏิบัติกันในจารีตโรมัน พิธีกรรมของศีลนี้เริ่มด้วยการรื้อฟื้นคำสัญญาของศีลล้างบาปและการประกาศความเชื่อของผู้จะรับศีลกำลัง ดังนี้จึงปรากฏชัดว่าศีลกำลังอยู่ต่อติดกับศีลล้างบาป[120] เมื่อผู้ใหญ่รับศีลล้างบาป เขาก็รับศีลกำลังทันทีและรับศีลมหาสนิทด้วย[121]

 1299   ในจารีตโรมัน พระสังฆราชผายมือเหนือผู้รับศีลกำลังทุกคน การทำเช่นนี้ ตั้งแต่สมัยอัครสาวกมาแล้ว เป็นเครื่องหมายการประทานพระจิตเจ้า พระสังฆราชภาวนาอัญเชิญพระจิตเจ้าว่าดังนี้

“ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ พระบิดาของพระเยซูคริสตเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์โปรดให้ข้ารับใช้เหล่านี้เกิดใหม่ด้วย น้ำและพระจิตเจ้า  ช่วยพวกเขาให้พ้นจากบาปและประทานชีวิตใหม่แก่พวกเขา โปรดส่งพระจิตของพระองค์ลงมาประทับอยู่กับเขา เพื่อจะได้เป็นผู้ช่วยเหลือและผู้นำทางของเขา โปรดให้มีปรีชาญาณและความเข้าใจ ความคิดอ่านและอานุภาพ ความรู้และความเลื่อมใสศรัทธา อีกทั้งโปรดให้เขารับใช้พระองค์ด้วยความยำเกรงเฉพาะพระพักตร์  ทั้งนี้ขอพึ่งพระบารมีพระคริสตเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย”[122]

 1300   แล้วจึงถึงจารีตพิธีสำคัญ ในจารีตละติน “ศีลกำลังประกอบด้วยการเจิมน้ำมันคริสมาที่หน้าผากพร้อมกับการปกมือพลางกล่าวว่า ‘จงรับการประทับเครื่องหมายแห่งการรับพระพรของพระจิตเจ้าเถิด’”[123] จารีตในพระศาสนจักรตะวันออกจารีตไบซันติน การเจิมน้ำมัน (myron) ทำขึ้นหลังบทภาวนาอัญเชิญพระจิตเจ้า (Epiclesis) บนส่วนของร่างกายที่มีความสำคัญกว่าเพื่อน คือ หน้าผาก ตา จมูก หู ริมฝีปาก หน้าอก หลัง มือและเท้า การเจิมแต่ละครั้งควบคู่กับสูตรดังนี้ว่า “การประทับเครื่องหมายแห่งการรับพระพรของพระจิตเจ้า”[124]

1301    การมอบสันติภาพที่ลงท้ายพิธีประกอบศีลศักดิ์สิทธิ์มีความหมายและแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในพระศาสนจักรกับพระสังฆราชและผู้มีความเชื่อทุกคน[125]

 

[106] เทียบ  ฉธบ 11:14; ฯลฯ.            

[107] เทียบ สดด 23:5; 104:15.            

[108] เทียบ อสย 1:6; ลก 10:34.          

[109] เทียบ 2 คร 2:15.                     

[110] เทียบ ปฐก 38:18; พซม 8:6.       

[111] เทียบ ปฐก 41:42.                     

[112] เทียบ ฉธบ 32:34.                    

[113] เทียบ 1 พกษ 21:8.                   

[114] เทียบ ยรม 32:10                     

[115] เทียบ อสย 29:11.                      

[116] เทียบ ยน 6:27.

[117] เทียบ อฟ 1:13; 4:30.                

[118] เทียบ วว 7:2-3; 9:4; อสค 9:4-6. 

[119] Pontificale iuxta ritum Ecclesiae Syrorum Occidentalium id est Antiochiae, Pars I, Versio latina (Typis Polyglottis Vaticanis 1941) p. 36-37.

[120] Cf Concilium Vaticanum II, Const. Sacrosanctum Concilium, 71: AAS 56 (1964) 118.         

[121] Cf CIC canon 866.                   

[122] Ordo Confirmationis, 25 (Typis Polyglottis Vaticanis 1973) p. 26.        

[123]  Paulus VI, Const. ap. Divinae consortium naturae: AAS 63 (1971) 657.                      

[124] Rituale per le Chiese orientali di rito bizantino in lingua greca, Pars 1 (Libreria Editrice Vaticana 1954) p. 36.                      

[125] Cf Sanctus Hippolytus Romanus, Traditio apostolica, 21: ed. B. Botte (Münster i.W. 1989) p. 54.               

III.  ผลของศีลกำลัง

III.  ผลของศีลกำลัง

 1302   เห็นได้ชัดจากการประกอบพิธีว่าผลโดยเฉพาะของศีลกำลังคือการหลั่งพระจิตเจ้าลงมา เหมือนกับที่บรรดาอัครสาวกเคยได้รับในวันเปนเตกอสเต

 1303   ดังนั้น ศีลกำลังจึงเป็นการเพิ่มและเข้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระหรรษทานของศีลล้างบาป

- ทำให้เราหยั่งรากลึกยิ่งขึ้นในการเป็นบุตรของพระเจ้าที่ทำให้เราร้องออกมาว่า “อับบา พระบิดาเจ้าข้า” (รม 8:15)

- ทำให้เราร่วมสนิทกับพระคริสตเจ้าแนบแน่นยิ่งขึ้น

- เพิ่มพระพรของพระจิตเจ้าในเรา

- ทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระศาสนจักรสมบูรณ์ขึ้น[127]

- ประทานพลังพิเศษของพระจิตเจ้าให้เราเผยแผ่และปกป้องความเชื่อเป็นพยานแท้จริงของพระคริสตเจ้าด้วยวาจาและกิจการ เพื่อเราจะได้ประกาศพระนามของพระคริสตเจ้าอย่างเข้มแข็งและไม่อับอายเพราะไม้กางเขน[128]

“ดังนั้น จงจำไว้ว่าท่านได้รับตราประทับของพระจิตเจ้า พระจิตแห่งปรีชาญาณและปัญญา พระจิตแห่งความคิดอ่านและคุณธรรม พระจิตแห่งความรู้และความเลื่อมใสศรัทธา พระจิตแห่งความยำเกรงพระเจ้า จงรักษาสิ่งที่ท่านได้รับไว้ พระเจ้าพระบิดาทรงหมายตัวท่านไว้ พระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ท่านเข้มแข็ง และประทานของประกันในใจของท่าน คือพระจิตเจ้า”[129]

 1304   ศีลกำลังรับได้เพียงครั้งเดียว เช่นเดียวกับศีลล้างบาปที่ศีลนี้ทำให้สมบูรณ์ เพราะศีลกำลังประทับเครื่องหมายทางจิตที่ลบไม่ได้ หรือ “ตราประทับ”[130] ในวิญญาณของผู้รับ ตราประทับนี้หมายความว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงใช้ตราประทับของพระจิตเจ้าหมายตัวคริสตชนไว้แล้ว ประทานพลังจากเบื้องบนมาสวมไว้ให้เขาเป็นพยานของพระองค์[131]

 1305   “ตราประทับ” ทำให้สมณภาพสามัญของบรรดาผู้มีความเชื่อที่ได้รับในศีลล้างบาปมีความสมบูรณ์ และ “ผู้รับศีลกำลังรับอำนาจประกาศความเชื่อของพระคริสตเจ้าด้วยวาจาแก่สาธารณชนอย่างเป็นทางการโดยหน้าที่[132]

 

[127] Cf Concilium Vaticanum II, Const. dogm. Lumen gentium, 11: AAS 57 (1965).                 

[128] Cf Concilium Florentinum, Decretum pro Armenis: DS 1319; Concilium Vaticanum II, Const. dogm. Lumen gentium, 11: AAS 57 (1965) 15; Ibid., 12: AAS 57 (1965) 16.                       

[129] Sanctus Ambrosius, De mysteriis, 7, 42: CSEL 73, 106 (PL 16, 402-403).                     

[130] Cf Concilium Tridentinum, Sess. 7a, Decretum de sacramentis, Canones de sacramentis in genere, canon 9: DS 1609.

[131] เทียบ ลก 24:48-49.                  

[132] Sanctus Thomas Aquinas, Summa theologiae, III, q. 72, a. 5, ad 2: Ed. Leon. 12, 130.    

IV. ผู้ใดอาจรับศีลนี้ได้

IV. ผู้ใดอาจรับศีลนี้ได้

 1306   ผู้รับศีลล้างบาปแล้วทุกคนที่ยังไม่ได้รับศีลกำลังอาจรับศีลนี้ได้และต้องรับด้วย[133] เพราะศีลล้างบาป ศีลกำลังและศีลมหาสนิทรวมอยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น “บรรดาผู้มีความเชื่อจึงจำเป็นต้องรับศีลนี้ตามเวลาที่เหมาะสม”[134] เพราะว่าศีลล้างบาปที่ไม่มีศีลกำลังและศีลมหาสนิท แม้ถูกต้องตามกฎหมายและมีผลก็จริง แต่กระบวนการรับคริสตชนใหม่ก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง

1307    ธรรมเนียมของพระศาสนจักรละตินตั้งแต่หลายศตวรรษมาแล้วกำหนดให้ “อายุรู้ความ” เป็นเวลาที่ควรจะต้องรับศีลกำลัง ถึงกระนั้น ถ้ามีอันตรายถึงชีวิต เด็กทารกก็ต้องรับศีลกำลัง แม้จะยังไม่ถึงอายุรู้ความก็ตาม[135]

 1308   แม้บางครั้งมีการกล่าวถึงศีลกำลังว่าเป็น “ศีลแสดงวุฒิภาวะของคริสตชน” เราก็ต้องไม่เข้าใจสับสนเพราะเหตุนี้ว่าวุฒิภาวะด้านความเชื่อเป็นเรื่องเดียวกันกับวุฒิภาวะตามธรรมชาติ และต้องไม่ลืมว่าพระหรรษทานของศีลล้างบาปเป็นพระหรรษทานการเลือกสรรที่พระเจ้าประทานให้เราเปล่าๆ และไม่เรียกร้องให้มี “การรับรอง” เพื่อจะบังเกิดผลได้ นักบุญโทมัสเตือนเราในเรื่องนี้ว่า

“อายุของร่างกายไม่เป็นตัวกำหนดอายุของวิญญาณ ดังนั้น แม้ในวัยเด็ก คนหนึ่งก็อาจบรรลุถึงวุฒิภาวะของอายุทางจิตได้ ดังที่มีกล่าวไว้หนังสือปรีชาญาณ (4:8) ‘วัยชราที่น่านับถือไม่ใช่การมีอายุยืนยาว หรือวัดได้ด้วยจำนวนปี’ และดังนี้ หลายคนในวัยเยาว์จึงต่อสู้อย่างกล้าหาญจนหลั่งโลหิตเพื่อพระคริสตเจ้าได้เพราะพลังของพระจิตเจ้าที่ได้รับมา”[136]

1309    การเตรียมเพื่อรับศีลกำลังต้องมีเจตนานำคริสตชนให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับพระคริสตเจ้า มีความคุ้นเคยที่มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกับพระจิตเจ้า กับการกระทำ ของประทาน และการเรียกของพระองค์ เพื่อจะรับความรับผิดชอบของชีวิตคริสตชนในการประกาศข่าวดีได้ เพราะเหตุนี้ การสอนคำสอนก่อนรับศีลกำลังจะต้องพยายามปลุกเร้าความสำนึกถึงการเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรของพระเยซูคริสตเจ้า ทั้งพระศาสนจักรสากลและชุมชนในเขตวัด ชุมชนในเขตวัดนี้ต้องรับผิดชอบเป็นพิเศษในการเตรียมผู้จะรับศีลกำลัง[137]

 1310   ผู้จะรับศีลกำลังจำเป็นต้องอยู่ในสถานะพระหรรษทาน เขาต้องรับศีลอภัยบาปเพื่อรับการชำระจะได้เข้าไปรับพระพรของพระจิตเจ้า การอธิษฐานภาวนาอย่างแข็งขันยิ่งขึ้นต้อง เตรียมเขาให้รับพลังและพระหรรษทานของพระจิตเจ้าด้วยความเชื่อฟังและพร้อมจะปฏิบัติงาน[138]

 1311   ผู้จะรับศีลกำลัง เช่นเดียวกับผู้จะรับศีลล้างบาป ต้องแสวงหาความช่วยเหลือด้านจิตใจจากพ่อหรือแม่อุปถัมภ์ เพื่อเน้นถึงเอกภาพของศีลทั้งสองนี้ พ่อหรือแม่อุปถัมภ์ควรเป็นคนเดียวกันกับพ่อแม่อุปถัมภ์ของศีลล้างบาป[139]

 

[133] Cf CIC canon 889, § 1.            

[134] CIC canon 890.                      

[135] Cf CIC canones 891. 883, 3.      

[136] Sanctus Thomas Aquinas, Summa theologiae, III, q. 72, a. 8, ad 2: Ed. Leon. 12, 133.    

[137] Cf Ordo Confirmationis, Praenotanda, 3 (Typis Polyglottis Vaticanis 1973) p. 16.             

[138] เทียบ กจ 1:14.

[139] Cf Ordo Confirmationis, Praenotanda, 5 (Typis Polyglottis Vaticanis 1973) p. 17; Ibid., 6 (Typis Polyglottis Vaticanis 1973) p. 17; CIC canon 893, § 1-2.                 

V. ศาสนบริกรของศีลกำลัง

V. ศาสนบริกรของศีลกำลัง

 1312   ศาสนบริกรดั้งเดิมของศีลกำลังคือพระสังฆราช[140] 
ในพระศาสนจักรจารีตตะวันออก โดยปกติพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีศีลล้างบาปก็ประกอบพิธีศีลกำลังให้ด้วยทันทีในพิธีเดียวกัน ถึงกระนั้น เขาก็ประกอบพิธีนี้โดยใช้น้ำมันคริสมาที่พระสังฆบิดรหรือพระสังฆราชได้เสกไว้ เป็นการแสดงถึงเอกภาพที่สืบเนื่องมาจากบรรดาอัครสาวกของพระศาสนจักร ศีลกำลังทำให้สัมพันธภาพนี้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ในพระศาสนจักรละตินก็ใช้ระเบียบปฏิบัติเดียวกันในพิธีศีลล้างบาปสำหรับผู้ใหญ่หรือเมื่อมีการรับผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปในกลุ่มคริสตชนกลุ่มอื่นซึ่งไม่มีศีลกำลังที่ถูกต้องตามกฎหมายเข้ามาในพระศาสนจักร[141]

 1313   ในจารีตละติน ศาสนบริกรตามปกติของศีลกำลังคือพระสังฆราช[142] ถึงแม้ว่าพระสังฆราชอาจ มอบอำนาจประกอบพิธีศีลกำลังให้แก่พระสงฆ์ได้ถ้าจำเป็น[143] ท่านเองก็ต้องประกอบพิธีศีลกำลัง เพื่อจะไม่ลืมว่าการประกอบพิธีศีลกำลังได้ถูกแยกให้มาประกอบต่างเวลากับศีลล้างบาปก็เพราะเหตุนี้เอง บรรดาพระสังฆราชเป็นผู้สืบตำแหน่งต่อจากบรรดาอัครสาวก ได้รับความบริบูรณ์ของศีลบวช การที่พระสังฆราชประกอบพิธีศีลกำลังจึงแสดงได้อย่างดีว่าศีลนี้มีผลทำให้ผู้รับมีความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้นกับพระศาสนจักร กับการที่พระศาสนจักรถือกำเนิดสืบต่อมาจากบรรดาอัครสาวกและกับพันธกิจของพระศาสนจักรที่จะเป็นพยานถึงพระคริสตเจ้า

 1314   ถ้าคริสตชนอยู่ในอันตรายถึงชีวิต พระสงฆ์องค์ใดก็อาจประกอบพิธีศีลกำลังให้เขาได้[144] อันที่จริง พระศาสนจักรไม่ต้องการให้บุตรคนใดของตน แม้จะเป็นเพียงทารกอายุน้อยที่สุด ออกจากโลกนี้ไปโดยที่พระจิตเจ้ายังไม่ทรงทำให้เขาบรรลุถึงความบริบูรณ์ด้วยพระพรจากความสมบูรณ์ของพระคริสตเจ้าเสียก่อน

 

[140] Cf Concilium Vaticanum II, Const. dogm. Lumen gentium, 26: AAS 57 (1965) 32.           

[141] Cf CIC canon 883, § 2.            

[142] Cf CIC canon 882.                  

[143] Cf CIC canon 884, § 2.            

[144] Cf CIC canon 883, 3.               

สรุป

สรุป

1315    บรรดาอัครสาวกที่กรุงเยรูซาเล็มส่งเปโตรและยอห์นไปหาชาวสะมาเรียเมื่อรู้ว่าเขาได้รับพระวาจาของพระเจ้าแล้ว เมื่อเปโตรและยอห์นไปถึงก็อธิษฐานภาวนาเพื่อชาวสะมาเรียเหล่านั้น ให้ได้รับพระจิตเจ้า เพราะยังไม่มีผู้ใดได้รับพระจิตเจ้าเลย เขาเพียงแต่ได้รับศีลล้างบาปเดชะพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น เปโตรและยอห์นจึงปกมือเหนือเขาทั้งหลาย และเขาเหล่านั้นก็ได้รับพระจิตเจ้า” (กจ 8:14-17)

1316    ศีลกำลังทำให้พระหรรษทานของศีลล้างบาปสมบูรณ์ เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานพระจิตเจ้าเพื่อทำให้เราหยั่งรากลึกยิ่งขึ้นในความเป็นบุตรของพระเจ้า ทำให้เราร่วมเข้าเป็นพระวรกายเดียวกับพระคริสตเจ้าอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระศาสนจักรเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อบันดาลให้เรามีความสัมพันธ์ยิ่งขึ้นกับพันธกิจของพระศาสนจักรและเพื่อช่วยเราให้เป็นพยานความเชื่อในพระคริสตเจ้าด้วยวาจาที่มีกิจการควบคู่ไปด้วย

1317    เช่นเดียวกับศีลล้างบาป ศีลกำลังประทับตราทางจิตที่ไม่มีวันจะลบได้ลงในวิญญาณของคริสตชนเพราะเหตุนี้ จึงรับศีลนี้ได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต

1318    ในพระศาสนจักรจารีตตะวันออก ศีลนี้ประกอบพิธีทันทีหลังจากศีลล้างบาป ตามด้วยการร่วมรับศีลมหาสนิท ธรรมเนียมนี้แสดงให้เห็นเอกภาพของศีลทั้งสามในกระบวนการรับคริสตชนใหม่ ส่วนในพระศาสนจักรละติน ศีลนี้ประกอบเมื่อผู้รับมีอายุรู้ความแล้ว และตามปกติสงวนการประกอบพิธีศีลนี้ไว้สำหรับพระสังฆราช ดังนั้นจึงหมายความว่าศีลนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับพระศาสนจักรมีความมั่นคง

1319    ผู้รับศีลกำลังที่บรรลุอายุรู้ความแล้วต้องประกาศความเชื่อ อยู่ในสถานะพระหรรษทานมีความตั้งใจจะรับศีลนี้ และพร้อมที่จะรับบทบาทการเป็นศิษย์และเป็นพยานของพระคริสตเจ้าในชุมชนของพระศาสนจักรและในกิจกรรมต่างๆ ของชีวิตประจำวันทั่วไป

1320    พิธีสำคัญของศีลกำลังคือการเจิมด้วยน้ำมันคริสมาบนหน้าผากของผู้รับศีลล้างบาป (ในพระศาสนจักรจารีตตะวันออกยังเจิมเหนืออวัยวะสัมผัสอื่นๆ ด้วย) พร้อมกับการปกมือของศาสนบริกรและถ้อยคำว่า “จงรับการประทับเครื่องหมายแห่งการรับพระพรของพระจิตเจ้าเถิด” ในจารีตโรมัน และ “การประทับเครื่องหมายแห่งการรับพระพรของพระจิตเจ้า” ในจารีตไบซันติน

1321    เมื่อศีลกำลังประกอบพิธีแยกจากศีลล้างบาป พิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของศีลนี้กับศีลล้างบาปก็คือการรื้อฟื้นสัญญาของศีลล้างบาป การประกอบพิธีศีลกำลังในช่วงเวลาพิธีบูชาขอบพระคุณยังช่วยเน้นให้เห็นเอกภาพของศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามประการของของกระบวนการรับคริสตชนใหม่อีกด้วย