นักบุญยุสตินเกิดที่ฟลาวีอา เนอาโปลิส (Flavia  Neapolis) ปัจจุบันคือเมือง Nablus ในแคว้นสะมาเรีย ประเทศซีเรีย ประมาณปี ค.ศ.100 พ่อแม่ของท่านเป็นคนต่างศาสนา ท่านได้รับการศึกษาอย่างดี  ตั้งแต่ยังหนุ่มท่านได้เสาะหาข้อคำสอนจากนักปรัชญาชาวต่างศาสนามากหน้าหลายตา แต่ไม่มีใครเลยที่ดับความกระหายอันรุนแรงของท่านเพื่อเข้าถึงความจริง ไม่มีใครบอกท่านได้ชัดเจนในเรื่องคำนิยามของพระเจ้า  วันหนึ่ง  ขณะที่เดินเล่นบนชายฝั่งของเมืองอเล็กซานเดรีย  ประเทศอียิปต์ ท่านได้สนทนากับคริสตชนอาวุโสที่น่าเคารพผู้หนึ่ง  ทั้งสองได้สนทนาเรื่องทางปรัชญาอย่างยาวนาน ผลจากครั้งนี้  ทำให้ท่านลงมือศึกษาเกี่ยวกับบรรดาประกาศกทั้งหลาย  เพราะท่านได้รับการบอกว่า จิตวิญญาณของเราจะไม่มีวันเข้าถึงความหมายรวบยอดเกี่ยวกับพระเจ้าได้เลย ถ้าเพียงใช้วิธีการทางความรู้ประสามนุษย์อย่างเดียว

           นักบุญยุสตินได้เห็นเป็นพยานต่อการไต่สวนและใช้วิธีทรมานต่อพวกมรณสักขีคริสตชนในช่วงการเบียดเบียนหลายๆครั้ง ท่านแปลกใจต่อความไม่เกรงกลัวต่อความเจ็บปวดและความตายที่เห็นได้บนใบหน้าของพวกเขา ซึ่งอธิบายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  นอกจากว่าท่านได้ข้อสรุปที่ทำให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีวันนำเราไปสู่ชีวิตที่ชั่วร้ายเลวทราม หรือความสุขทางเนื้อหนัง  และเป็นเพราะความเชื่อที่มีชีวิตของบรรดามรณสักขีเหล่านั้น  ผนวกเข้ากับการที่ท่านศึกษาพระคัมภีร์อย่างดี จึงทำให้ท่านกลับใจมาเป็นคริสตชนเมื่ออายุ 30 ปี

           ท่านดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัดและศักดิ์สิทธิ์ ได้เดินทางไปยังเอเซียน้อย (Asia Minor) คือประเทศตุรกีปัจจุบัน  โดยที่ยังสวมเสื้อคลุมของการเป็นนักปรัชญาอยู่ ต่อมาได้รับการบวชเป็นสังฆานุกร และได้เทศน์สอนความจริงเกี่ยวกับพระคริสตเจ้า  ได้เดินทางไปเยือนกรุงโรมสองครั้งด้วยกัน  และใช้เวลาอยู่ที่นั่นพอสมควร  บ้านที่ท่านอยู่ที่โรมจัดเป็นเหมือนโรงเรียนฝึกฝนผู้ปกป้องข้อคำสอนคริสตชน ต่อมาเพื่อคัดค้านความคิดแนวใหม่ๆของเฮเรติ๊ก Marcion ซึ่งกำลังทำความยุ่งยากให้กับพระศาสนจักรในขณะนั้น  ท่านจึงได้เขียนหนังสือขึ้นมาจำนวนหนึ่งเพื่อปกป้องโดยอธิบายอย่างชัดเจน ซึ่งข้อเขียนเหล่านั้นได้รับความชื่นชมอย่างสูงจากนักบุญเยโรม น่าเสียดายที่สูญหายไปแล้ว  ยังคงเหลือแค่หนังสือป้องกันความเชื่อคริสตชน (apologia) เพียงสองเล่มเท่านั้นเอง  ซึ่งท่านต้องการเขียนถึงจักรพรรดิ Anotonius Pius และ Marcus Aurelius และยังมีอีกเล่มที่มีชื่อเสียงคือ "Dialoque with the Jew Tryphon" ที่ยังเหลือรอดมาได้

             หนังสือป้องกันเล่มแรกมีเนื้อหางดงามและเต็มไปด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับศีลมหาสนิท  ซึ่งได้เริ่มมีการเฉลิมฉลองในกรุงโรม และถือเป็นการอธิบายเรื่องที่ครบสมบูรณ์มากที่สุดที่ตกทอดมาถึงเรา จากเรื่องราวความเป็นอยู่ของพระศาสนจักรในยุค 300 ปีแรก  ผลจากงานเขียนนี้ทำให้จักรพรรดิ Anotonius Pius ในปี ค.ศ. 147 ออกกฤษฎีกาว่าคริสตชนจะต้องไม่ถูกต่อต้านหรือกลั่นแกล้งอีกต่อไป

           ประมาณปี ค.ศ.160 นักบุญยุสตินเดินทางกลับไปเมืองเอเฟซัส ณ ที่นั้นวันหนึ่งท่านได้พบกับรับบี Tryphon ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นชาวอิสราเอลที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสมัยนั้น และเป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง  ทั้งสองได้สนทนาโต้เถียงกันเป็นเวลาสองวันเต็ม  โดยมีผู้มาเฝ้าชมและรับฟังเพื่อเป็นพยานจำนวนมาก  นักบุญยุสตินได้อ้างถึงบรรดาประกาศกเพื่อพิสูจน์ว่าพันธสัญญาเดิมจะต้องถูกพันธสัญญาใหม่เข้ามาแทนที่ ผลตามมาคือ ท่านรับบียอมรับว่า ตามคำของประกาศกต่างๆ เวลาแห่งการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์น่าจะผ่านพ้นไปแล้ว  แต่ก็ยังยืนยันว่าพระคริสต์ยังไม่ได้แสดงพระองค์เองให้เป็นที่ปรากฏ

           ท่านเขียนไว้ว่า "พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันปรารถนาให้ท่านได้รับ  คือท่านจะได้ตระหนักถึงปรีชาญาณที่ได้มอบให้มนุษย์ทุกคนในหนทางเดินของชีวิต และสักวันหนึ่งท่านจะได้มามีความเชื่อเหมือนพวกเราว่าพระเยซูเจ้าคือพระคริสต์ของพระเจ้า"  แต่ประการแรกควรจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความจริงกับความเชื่อ  ดังนั้น ในหนังสือป้องกันเล่มสอง ซึ่งน่าจะเขียนราวปี ค.ศ.166  บรรจุข้อความแสดงออกถึงความเชื่อที่งดงาม เป็นการตอบคำถามของนักปรัชญาต่างศาสนาที่เชื่อ Diognetus ซึ่งเคยเป็นผู้แนะนำให้กับจักรพรรดิ Marcus Aurelius ผลก็คือ  ดังที่นักบุญยุสตินได้เห็นล่วงหน้า  กล่าวคือจากสมุดบันทึกเล่าเรื่องการไต่สวนคดีของท่านฉบับแท้ที่บันทึกไว้โดยศาลของโรมันอย่างเป็นทางการ  ว่าท่านได้ถูกจับและถูกบั่นศีรษะเมื่ออายุ 67 ปี

           นักบุญยุสตินเป็นนักป้องกันความเชื่อของคริสตชนที่ยิ่งใหญ่คนแรก  และเป็นองค์อุปถัมภ์ของปรัชญาคาทอลิก ท่านกับนักบุญเอเฟรมเป็นปิตาจารย์ของพระศาสนจักรเพียงสองท่านที่ไม่ได้เป็นบรรดา พระสงฆ์ สังฆราช หรือ พระสันตะปาปา

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา  หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)
 

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกคริสตศาสนธรรม
อาคารเลขที่ 122/11 ซ.นนทรี 14 (ซ.นาคสุวรรณ)  ถ.นนทรี  ยานนาวา  กรุงเทพฯ 10120